โรคหืดในเด็ก สังเกตอาการหอบหืดในเด็ก และวิธีดูแลที่พ่อแม่ควรรู้

ศูนย์ : ศูนย์สุขภาพเด็ก

บทความโดย : นพ. กวินทร์ วงศ์นพรัตน์เลิศ

โรคหืดในเด็ก

มลพิษทางอากาศ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในปัจจุบัน ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางเดินหายใจของทุกคน โดยเฉพาะโรคหอบหืดในเด็ก ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคระบบทางเดินหายใจที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็น อาการหอบหืดในเด็ก เช่น ไอบ่อย หายใจลำบาก หรือลูกหายใจเสียงวี้ด ควรพาลูกรักไปพบกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินหายใจทันที เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง ก่อนที่อาการจะรุนแรงจนเป็นอันตรายได้


โรคหืดในเด็ก คืออะไร? ทำความเข้าใจกลไกของโรคระบบทางเดินหายใจ

โรคหืดในเด็ก หรือ หอบหืด เป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของทางเดินหายใจ ซึ่งส่งผลให้หลอดลมฝอยของผู้ป่วยเด็กมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้และสิ่งแวดล้อมรอบตัวไวมากกว่าคนปกติทั่วไป เมื่อระบบทางเดินหายใจของลูกเจอสิ่งกระตุ้น เยื่อบุภายในหลอดลมจะเกิดการบวมขึ้น มีการสร้างมูกหรือเสมหะเหนียว ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก ประกอบกับกล้ามเนื้อหลอดลมเกิดการเกร็งตัวและหดเล็กลง ส่งผลให้หลอดลมตีบแคบอย่างรวดเร็ว ทำให้อากาศเข้าสู่ปอดได้ยากขึ้น ผู้ป่วยถึงมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจเสียงวี้ด หรือมีอาการหอบหืดเหนื่อยเกิดขึ้น อาการเหล่านี้อาจจะดีขึ้นเมื่อได้รับยาขยายหลอดลมอย่างทันท่วงที

> กลับสารบัญ


สังเกตอาการหอบหืดในเด็ก สัญญาณแบบไหนที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวัง

การเฝ้าสังเกตความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจของลูกน้อยเป็นหน้าที่สำคัญของคุณพ่อคุณแม่ โดยเราสามารถแบ่งลักษณะของ อาการหอบหืดในเด็ก ออกเป็นอาการทั่วไปและสัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง ดังนี้

  1. อาการทั่วไปที่พบบ่อยของโรคหอบหืดในเด็ก
    • ไอเรื้อรัง มักจะมีอาการไอถี่ขึ้นในเวลากลางคืนหรือช่วงเช้ามืด
    • ลูกหายใจเสียงวี้ด ลมหายใจติดขัด
    • แน่นหน้าอก หอบเหนื่อย มีอาการเป็นๆ หายๆ ไม่หายขาด
    • อาการสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้น อาการจะกำเริบขึ้นเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้น เช่น สารก่อภูมิแพ้ การติดเชื้อไวรัส ความเครียด ควันพิษ และมลพิษอื่น ๆ
    • พบร่วมกับอาการภูมิแพ้อื่น ๆ เช่น จมูกอักเสบภูมิแพ้, เยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้ หรือผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้
  2. สัญญาณอันตราย! ที่ต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที

    หากลูกน้อยมีอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉิญที่คุณพ่อคุณแม่พามาพบแพทย์โดยด่วนที่สุด

    • มีอาการชายโครงบุ๋ม หรืออกบุ๋มลึกขณะหายใจ
    • ปีกจมูกบานออกเวลาหายใจ
    • ริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้า เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเนื่องจากขาดออกซิเจน
    • มีอาการเหนื่อยหอบรุนแรงจนพูดไม่เป็นประโยค
    • เหนื่อยจนไม่สามารถกินนมหรือน้ำได้

> กลับสารบัญ


ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

สาเหตุและปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้โรคหืดกำเริบ

การเกิดโรคหืดในเด็กไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากส่วนผสมของปัจจัยทางพันธุกรรมและปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  • ปัจจัยทางพันธุกรรม เด็กที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวสายตรง เช่น คุณพ่อ คุณแม่ หรือพี่น้องป่วยเป็นโรคหืด หรือโรคภูมิแพ้
  • การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่เป็นตัวเร่งที่ทำให้หลอดลมเกิดการอักเสบและกระตุ้นให้อาการหอบหืดกำเริบได้ง่ายขึ้น
  • ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เศษรังแคจากสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) ละอองเกสร/หญ้า
  • สารระคายเคืองและมลพิษ อาทิ ควันบุหรี่ ควันรถยนต์ ก๊าซพิษต่าง ๆ รวมถึงมลภาวะทางอากาศร้ายแรงอย่างฝุ่น PM2.5

> กลับสารบัญ


แนวทางการวินิจฉัยโรคหืดในเด็กโดยกุมารแพทย์เฉพาะทาง

  • แพทย์จะซักประวัติอาการ เช่น หายใจมีเสียงวี๊ดที่เคยมีอาการมาก่อน หรือมีอาการไอเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเด็กมีอาการไอมากในเวลากลางคืน หรือสัมพันธ์กับการออกกำลังกาย
  • การตรวจร่างกาย แพทย์จะฟังเสียงปอด ซึ่งอาจตรวจพบเสียงหวีด (Wheezing) ที่ทรวงอกในขณะที่เด็กหายใจ หรือ เสียงลมที่เข้าปอด
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การทำ Skin Prick Test หรือการเจาะเลือด จะช่วยให้ทราบว่าสารก่อภูมิแพ้ชนิดใดที่เป็นตัวกระตุ้นอาการหอบหืด เพื่อให้หลีกเลี่ยงอย่างตรงจุด
  • การตรวจสมรรถภาพปอดในเด็กที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป เพื่อวัดปริมาตรและความเร็วของลมที่เป่าออกมา เป็นการทดสอบว่าระบบทางเดินหายใจมีการอุดกั้นหรือไม่
  • การตรวจภาพรังสีทรวงอก เพื่อวินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆ ในทรวงอกที่อาจทำให้ผู้ป่วยเด็กมีอาการไอหรือหายใจมีเสียงวี๊ดคล้ายกัน

> กลับสารบัญ


วิธีรักษาและวิธีดูแลเมื่อลูกเกิดอาการหอบเฉียบพลัน

การดูแลรักษาโรคหอบหืดในเด็ก กุมารแพทย์จะแบ่งแนวทางการดูแลรักษาออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือการใช้ยาและการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมโรค

  1. การรักษาด้วยการใช้ยา
    • ยาบรรเทาอาการระยะหอบเฉียบพลัน (Quick Reliever) ได้แก่ ยาพ่นขยายหลอดลม ซึ่งเป็นยาที่จำเป็นมากเวลาที่เด็กมีอาการหอบหืดกำเริบ ยาจะออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อหลอดลมที่หดตัวให้ขยายออกได้อย่างรวดเร็ว
    • ยาควบคุมอาการ (Controller) เช่น การให้ยาพ่นสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบของหลอดลม ยาประเภทนี้ต้องใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง แม้ว่าลูกจะไม่มีอาการก็ตาม
    • การรักษาโรคร่วม แพทย์จะรักษาอาการและภาวะที่เกิดร่วมกับโรคหอบหืด เช่น โรคภูมิแพ้จมูก หรือโรคโพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง นอนกรน
  2. การป้องกันและการดูแลโดยไม่ใช้ยา

    คุณพ่อคุณแม่สามารถควบคุมไม่ให้อาการกำเริบได้ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางนี้

    • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ทุกชนิด เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่ ควันไฟ มลพิษรอบตัว
    • รักษาความสะอาดในบ้าน หมั่นทำความสะอาดห้องนอน ซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนด้วยน้ำอุ่นเป็นประจำ เพื่อลดการสะสมของไรฝุ่น
    • ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ส่งเสริมให้ลูกนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และไม่พาบุตรหลานไปในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ป้องกันไม่ให้ลูกเป็นหวัด เนื่องจากไข้หวัดเป็นสิ่งกระตุ้นสำคัญที่ทำให้อาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลัน
    • รับวัคซีนป้องกัน ผู้ป่วยเด็กโรคหืดควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น วัคซีนนิวโมคอคคัส และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำทุกปี
    • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ส่งเสริมให้ลูกหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับปอดและกล้ามเนื้อหัวใจ

> กลับสารบัญ



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหืดในเด็ก

1:โรคหอบหืดในเด็กสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่เมื่อโตขึ้น?

ตอบ: เด็กบางคนอาจมีอาการดีขึ้นมากหรือไม่มีอาการอีกเลยเมื่อโตขึ้น เนื่องจากโครงสร้างหลอดลมและระบบภูมิคุ้มกันขยายใหญ่และแข็งแรงขึ้นตามวัย แต่ในทางการแพทย์จะเรียกว่า "โรคสงบ" ซึ่งยังมีโอกาสกลับมาสู่วงจรหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นได้อีกหากร่างกายอ่อนแอ หรือเจอสิ่งกระตุ้นรุนแรง ดังนั้นการติดตามการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่องจึงสำคัญที่สุด

2:หากลูกไม่มีอาการไอหรือหอบแล้ว สามารถหยุดยาพ่นควบคุมอาการ (Controller) เองได้ไหม?

ตอบ: ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด เนื่องจากยาควบคุมอาการทำหน้าที่ลดการอักเสบเรื้อรังที่ซ่อนอยู่ภายในหลอดลม การที่ลูกไม่มีอาการแสดงว่ายาพ่นควบคุมโรคกำลังทำงานได้ดี การหยุดยาเองอาจทำให้หลอดลมกลับมาอักเสบ บวม และเกิดอาการหอบเฉียบพลันที่เป็นอันตรายได้ ควรให้แพทย์เป็นผู้ปรับลดขนาดยา

3:เด็กที่เป็นโรคหอบหืดสามารถไปวิ่งเล่นหรือออกกำลังกายเหมือนเด็กทั่วไปได้ไหม?

ตอบ: เด็กที่เป็นโรคหอบหืดสามารถและควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มสมรรถภาพของปอด แต่ควรเลือกกิจกรรมที่เหมาะสม ไม่หักโหมจนเกินไป และควรพ่นยาขยายหลอดลมก่อนออกกำลังกายประมาณ 15-30 นาทีตามคำแนะนำของแพทย์ รวมถึงหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายใน วันที่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูง

4:อาการไอจากโรคหวัดทั่วไป กับอาการไอจากโรคหอบหืด แตกต่างกันอย่างไร?

ตอบ: อาการไอจากหวัดมักมีไข้ มีน้ำมูก และอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่อาการไอจากโรคหอบหืดมักเป็นการไอเรื้อรัง ไอแห้ง ๆ หรือมีเสมหะเหนียว มักไอมากในช่วงเวลากลางคืน เช้ามืด หรือหลังจากวิ่งเล่น และมักได้ยินเสียงหายใจวี้ดร่วมด้วยเมื่อไอต่อเนื่อง

5:เมื่อลูกเกิดอาการหอบหืดเฉียบพลันขึ้นมาที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่างไรเป็นอันดับแรก?

ตอบ: อันดับแรกคุณพ่อคุณแม่ต้องตั้งสติ พาตัวเด็กมาอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก จากนั้นให้พ่นยาขยายหลอดลมตามแผนการรักษาฉุกเฉินที่แพทย์เคยให้ไว้ทันที จับเด็กนั่งตัวตรง ไม่ให้นอนราบ และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพ่นยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 15-20 นาที หรือเริ่มมีสัญญาณอันตราย เช่น อกบุ๋ม ปีกจมูกบาน ปลายมือปลายเท้าเขียว ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

> กลับสารบัญ


หัวใจสำคัญของการดูแลเด็กโรคหอบหืด คือการให้ความรู้แก่ครอบครัว การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น การใช้ยาอย่างสม่ำเสมอถูกต้อง และการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมอาการของโรคให้สงบและช่วยให้ลูกน้อยสามารถเติบโตและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ตามปกติ



นพ.กวินทร์ วงศ์นพรัตน์เลิศ นพ.กวินทร์ วงศ์นพรัตน์เลิศ

นพ.กวินทร์ วงศ์นพรัตน์เลิศ
กุมารเวชศาสตร์,กุมารเวชศาสตร์โรคระบบการหายใจ
ศูนย์สุขภาพเด็ก

นัดหมายแพทย์

ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ไม่เสียค่าใช้จ่าย





Share :

สินค้าในตระกร้าไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข, กรุณาตรวจสอบจำนวน
จัดการตระกร้าสินค้า
ตกลง

เมื่อคลิก “อนุญาตคุกกี้ทั้งหมด” หมายความว่าผู้ใช้งานยอมรับที่จะเปิดการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเปิดใช้คุณสมบัติของโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการทำการตลาดและการโฆษณา รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลการใช้งานกับพาร์ทเนอร์โซเชียลมีเดีย